วันพุธที่ 2 กันยายน พ.ศ. 2569

นิทานเรื่องของม้า




 ในทุ่งหญ้ากว้างใหญ่ใต้แนวทิวสน ม้าศึกหนุ่มเติบโตขึ้นมาพร้อมความทรงจำในวัยเยาว์ที่แสนอบอุ่น แม่ม้าของเขาเคยเป็นแม่ที่อ่อนโยน คอยเอาคอยาวๆ โอบกอด เลียแผงคอให้เขาในคืนที่ลมหนาวพัดผ่าน และพาเขาวิ่งเล่นในทุ่งหญ้าเขียวขจี ภาพความใจดีในวันวานนั้นฝังลึกอยู่ในหัวใจ ทำให้ม้าหนุ่มยอมทำทุกอย่างเพื่อตอบแทนบุญคุณ เมื่อเติบใหญ่มีกำลังวังชา เขาก้มหน้าลากเกวียนหนัก ฝ่าดงหนามและเปลวแดด หาหญ้าหวานและน้ำใสบริสุทธิ์จากลำธารไกลลิบมาป้อนให้แม่ม้าได้กินอิ่มนอนอุ่นในคอกเสมอมา

แต่เมื่อกาลเวลาผ่านไป ริ้วรอยแห่งวัยและความกลัวความลำบากเริ่มเกาะกินใจแม่ม้า ความอ่อนโยนที่เคยมีค่อยๆ ละลายหายไป เหลือไว้เพียงความเห็นแก่ตัวอันไร้ก้นบึ้งที่ซ่อนอยู่ใต้หน้ากากของแม่ผู้ใจดี

ในคอกเดียวกันยังมีม้าหนุ่มผู้น้อง แม่ม้าที่เริ่มแก่ตัวลงไม่ได้รักลูกคนเล็กด้วยความบริสุทธิ์ใจอีกต่อไป แต่นางมองเห็นน้องเป็นหมากที่จะคอยปรนเปรอความสุขสบายให้นาง นางคอยยุยง ป้อนคำหวาน และผลักดันให้น้องออกไปวิ่งแข่งพนัน ท้าตีท้าต่อย และลักขโมยเสบียงจากฝูงอื่นเพื่อนำผลประโยชน์มาให้นางเสวยสุข จนกระทั่งม้าน้องชายพลาดท่า ก่อหนี้แค้นและสร้างความเสียหายใหญ่หลวงให้แก่ฝูงม้าป่าเจ้าถิ่น ฝูงม้าป่าล้อมคอกไว้ เตรียมจะกระทืบน้องชายให้จมดินและยึดรังนอนทั้งหมด

ยามนั้น แม่ม้าผู้แสนอ่อนโยนในอดีตไม่ได้ห่วงว่าลูกคนเล็กจะตายหรือไม่ นางห่วงเพียงความมั่นคงและคอกนอนอันแสนสบายของตัวเอง นางจึงหันมาหาม้าหนุ่มผู้พี่ บีบน้ำตา รื้อฟื้นความทรงจำในวัยเด็ก และใช้คำว่าบุญคุณที่เคยให้นมป้อนน้ำมามัดคอเขาไว้ บังคับให้เขาสละทุ่งหญ้าส่วนตัวผืนงามที่เขาสร้างมาด้วยหยาดเหงื่อทั้งชีวิต นำไปมอบให้ฝูงม้าป่าเพื่อล้างหนี้ทั้งหมด ม้าหนุ่มผู้กตัญญูยอมสละทุกสิ่งจนหมดสิ้น คอกของแม่ม้ารอดพ้น ปล่อยให้น้องชายถูกขับไล่จนครอบครัวแตกซ่าน ลูกเมียของน้องต้องตกระกำลำบาก ส่วนม้าหนุ่มเหลือเพียงฟางแห้งมัดเล็กๆ มัดเดียวที่เขาหอบติดตัวกลับมาไว้ในเพิงพัก เพื่อเป็นเสบียงประทังชีวิตแม่ม้าคู่ชีวิตและลูกน้อยของเขาเอง

กระทั่งฤดูหนาวอันทารุณมาเยือน ม้าหนุ่มวิ่งสะดุดหินโสโครกกลางธารน้ำแข็งจนกีบเท้าแตกละเอียด ขาหน้าหักสะบั้น ไม่สามารถออกไปวิ่งลากเกวียนหรือหาหญ้าได้อีกต่อไป ร่างกายซูบผอมจนเห็นกระดูกซี่โครง เขากระเสือกกระสนลากขากะโผลกกะเผลกกลับมาที่คอกเก่า หวังเพียงได้เห็นแววตาอันอบอุ่นในวัยเด็กของแม่ ได้ยินเสียงปลอบประโลมให้พอมีแรงใจสู้ต่อ

แต่ภาพลวงตาอันแสนดีในอดีตก็พังทลายลงในพริบตา

แม่ม้าเฒ่ากวาดสายตามองผ่านขาที่หักและหยดเลือดของเขาอย่างเย็นชา ไร้ร่องรอยของแม่ใจดีคนเดิม สิ่งเดียวที่ดวงตาฝ้าฟางคู่นั้นจับจ้อง คือ ฟางแห้งมัดสุดท้าย ที่เขาหนีบไว้ข้างลำตัว นางย่างสามขุมเข้ามา ใช้กีบเท้าหน้ากระทืบซ้ำลงไปตรงรอยแผลขาหักของเขาอย่างเลือดเย็นเพื่อแย่งฟางมัดนั้น นางแผดเสียงขู่ว่า ฟางมัดนี้แท้จริงเป็นของนาง ม้าหนุ่มแค่คาบไว้แทน และนางต้องเก็บไว้กินคนเดียวให้อิ่มหนำสำราญในฤดูหนาวนี้

เมื่อม้าหนุ่มกัดฟันใช้แรงเฮือกสุดท้ายกดมัดฟางไว้แน่น แม่ม้าเฒ่าก็แผดเสียงร้องลั่นทุ่ง วิ่งพล่านไปส่งเสียงกรีดร้องให้สัตว์ทุกตัวได้ยิน นางป้ายสีว่าม้าหนุ่มเป็นสัตว์อกตัญญู คิดจะปล่อยให้แม่แก่ๆ ต้องอดตาย นางยืนด่าทอสายลม ด่าทุ่งหญ้า ด่าลูกคนเล็กที่โง่เง่าจนครอบครัวพัง ด่าลูกคนโตที่ขาหักไร้ประโยชน์ นางก่นด่าทุกชีวิตบนโลกเพื่อปกปิดความละโมบของตนเอง ยกเว้นตัวนางเพียงผู้เดียวที่ไม่เคยผิด

ในค่ำคืนที่พายุหิมะพัดกระหน่ำ ม้าหนุ่มนอนนิ่งอยู่ชายป่า ฟังเสียงก่นด่าที่ยังแว่วมาตามลมด้วยดวงตาที่เบิกกว้าง

ความเจ็บปวดที่ขาไม่เทียบเท่าความจริงที่สว่างโร่ในหัวใจ แม่ผู้แสนดีในวัยเด็กได้ตายจากไปนานแล้ว เหลือเพียงอสูรกายเฒ่าที่รักเพียงตัวเอง พร้อมจะหลอกใช้น้องเพื่อความสบาย และพร้อมจะเหยียบซ้ำลงบนกระดูกหักๆ ของเขาเพื่อแย่งอาหารเข้าปากตัวเอง

ม้าหนุ่มกัดฟันแน่น ยันตัวลุกขึ้นยืนด้วยสามขาที่สั่นเทา ความเจ็บปวดแปรเปลี่ยนเป็นความเด็ดเดี่ยว เขาคาบมัดฟางสุดท้ายไว้ในปากอย่างมั่นคง ไม่หันหลังกลับไปมองซากคอกและเสียงกรีดร้องนั้นอีก

เขาก้าวเดินฝ่าหิมะ มุ่งหน้ากลับไปยังเพิงพักเล็กๆ ของตัวเอง ที่ซึ่งแม่ม้าคู่ชีวิตและลูกน้อยกำลังรอคอยอยู่ ฟางมัดนี้คือลมหายใจของครอบครัวเขา และเขาจะไม่มีวันยอมให้ปีศาจตนใดมาชุบมือเปิบเอาหยาดเหงื่อก้อนสุดท้ายนี้ไปบำเรอความโลภของตัวเองได้อีกต่อไป